top of page

เคล็ด(ไม่)ลับของนักสร้างกลยุทธ์ ที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้





ทุกวันนี้การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนอกจากการทำการตลาดจะต้องดีแล้ว ยังต้องอาศัยปัจจัยอีกหลายต่อหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแบรนด์ให้คนจดจำ การวางกลยุทธ์การสื่อสารอย่างเป็นแบบแผน การทำโฆษณาให้แบรนด์ถูกพูดถึงออกไปเป็นวงกว้าง หรือกระทั่งการหาพาร์ทเนอร์อย่างเอเจนซี่โฆษณา ทั้งหมดนี้ล้วนมีผลสำคัญต่อการทำธุรกิจทั้งสิ้น บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักเคล็ด(ไม่)ลับของนักสร้างกลยุทธ์โฆษณา ที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้ก่อนลงมือทำธุรกิจ


1. การสร้างแบรนด์ที่ดีควรทำอย่างไร ?

การสร้างแบรนด์ที่มีประสิทธิภาพจะต้องเริ่มต้นจากการ Research หาข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลคู่แข่ง ข้อมูลตลาด ข้อมูลลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการจะสื่อสารด้วย เพื่อนำมาต่อยอดและวางแผนกลยุทธ์ในพาร์ทของ Brand Analysis หรือคือการวิเคราะห์และประเมินว่าแบรนด์ของเราคือใคร มีจุดยืนอะไร ใครคือลูกค้า คนเหล่านั้นกำลังมองหาอะไร คู่แข่งกำลังทำอะไร และแบรนด์ของเราจะตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างไร เพื่อนำผลลัพธ์เหล่านั้นมาต่อยอดต่อไป


นอกจากนี้เคล็ดลับของการสร้างแบรนด์ให้ยั่งยืนและประสบความสำเร็จ ควรเริ่มจากจุดมุ่งหมายของแบรนด์ว่า “แบรนด์จะช่วยผู้บริโภคในด้านไหนบ้าง” ไม่ใช่เริ่มจากการสร้างตัวตนของแบรนด์ขึ้นมา นอกจากนั้นแบรนด์ที่ดีไม่ควรหยุดอยู่แค่เป้าหมายในการใช้งาน (Functional Purpose) แต่ควรที่จะเจาะเข้าไปลึกถึงด้านอารมณ์ (Emotional Purpose) และการตอบแทนสังคมด้วย (Social Benefit)


ที่สำคัญคือควรจะระลึกไว้เสมอว่า การทำการตลาดที่ดีต้องไม่โฟกัสแต่การเปลี่ยนให้กลุ่มเป้าหมายมาซื้อสินค้าของเราเพียงอย่างเดียว แต่ต้องโฟกัสไปที่จิตใจ พฤติกรรมและความเป็นอยู่ของพวกเขาด้วย


2. การตลาดแบบไหนที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ ?

โจทย์ในข้อนี้เป็นเรื่องสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ เพราะเทคนิคการสื่อสารแต่ละเทคนิคก็ให้ผลลัพท์ที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์และผลิตภัณฑ์หรือบริการของเรา ไม่ว่าจะเป็น


Search Engine Marketing หรือการทำการตลาดบน Search Engine อย่าง Google แบ่งออกเป็นการทำ SEO (การทำให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับการค้นหาโดยใช้ Keyword) หรือ SEM (การซื้อ Ads บน Google)


Email Marketing หรือการทำการตลาดผ่าน E-mail เพื่อส่งข้อมูลข่าวสารและโปรโมชันของแบรนด์ไปยังกลุ่มเป้าหมาย วิธีนี้ได้รับความนิยมและได้ผลอย่างมากในต่างประเทศ เนื่องจากเป็นวิธีที่ใช้ต้นทุนน้อยและะควบคุมกลุ่มเป้าหมายได้ค่อนข้างดี


Social Marketing หรือการทำการตลาดบนช่องทาง Social Media ต่าง ๆ เช่น Facebook, Instagram, TikTok , YouTube และอื่น ๆ การตลาดรูปแบบนี้เป็นการตลาดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เป็นจำนวนมาก เนื่องจากจำนวนผู้ใช้งานในแต่ละแอปพลิเคชันมีตัวเลขที่สูง ทั้งนี้ก็ยังขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการด้วยว่าพวกเขาเหล่านั้นใช้แอปพลิเคชันไหนเป็นหลักเพื่อการสื่อสารได้อย่างแม่นยำ


นอกจาก 3 วิธีการทำการตลาดบนโลกออนไลน์ที่กล่าวมาข้างต้นนี้แล้ว ก็ยังมีอีกหลายต่อหลายวิธีที่จะสื่อสารในวิธีที่ต่างกัน ใช้ต้นทุนงบประมาณการทำที่ต่างกัน และแน่นอนว่าได้ผลลัพธ์ที่ไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ควรจะศึกษาหาข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วน หรือหาตัวอย่างของการทำการตลาดแบบนั้น ๆ มาดูเป็นแนวทางก่อนตัดสินใจเลือกใช้ จะทำให้ลดการใช้งบประมาณและเวลาที่ต้องเสียไปได้มาก


3. การวางกลยุทธ์คือเรื่องสำคัญ

การวางกลยุทธ์การสื่อสาร หรือ Brand Strategy คือเรื่องสำคัญที่ขาดไม่ได้ นั่นเป็นเพราะ Brand Strategy ทำให้ไอเดียหรือสิ่งที่เราต้องการจะทำหรือสื่อสารเป็นรูปธรรมและมีแผนงานที่ชัดเจน ซึ่งทุกคนสามารถเห็นสิ่งเหล่านี้ได้อย่างตรงกันส่งผลให้การทำงานเป็นไปได้อย่างเป็นระเบียบแบบแผนมากขึ้น


โดยส่วนประกอบของ Brand Strategy ที่สำคัญ จะแบ่งออกเป็น Brand Purpose (สิ่งที่ต้องการสื่อสาร), Core Message (ข้อความหลักในการสื่อสาร), Long Term Planning (การวางแผนระยะยาว), Actionable (แผนที่สามารถทำได้จริง) และ Measurable (วัดผลได้อย่างต่อเนื่อง)


ซึ่งขั้นตอนของการทำ Brand Strategy แบบคร่าว ๆ ก็จะแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอน


1. กำหนดเป้าหมายของการสร้างแบรนด์ (Target Group)

ขั้นตอนนี้คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด เพราะกระบวนการทำงานทั้งหมดหลังจากนี้จะต้องอ้างอิงตามเป้าหมายของการสร้างแบรนด์ที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้น ส่วนวิธีกำหนดเป้าหมายของการสร้างแบรนด์ก็ควรที่จะเป็นการทำอะไรให้เกิดประโยชน์กับลูกค้ามากกว่าการกำหนดเป้าหมายเป็นกำไร เช่น ต้องการเป็นแบรนด์รองเท้าสุขภาพที่สามารถใส่เป็นแฟชั่นได้ เป็นต้น ทั้งนี้การกำหนดเป้าหมายก็ขึ้นอยู่กับกลุ่มลูกค้าของแบรนด์ด้วยว่าสอดคล้องกันมากน้อยแค่ไหน


2. เลือกข้อความหลักในการสร้างแบรนด์ (Key Message)

ข้อความนี้จะทำการสื่อสารทั้งใจความที่เราอยากจะสื่อสารกับลูกค้าและ Mood & Tone ของแบรนด์ด้วย ซึ่งข้อความที่ดีจะต้องมี “จุดขาย” เพื่อเป็นเหตุผลในการตัดสินใจซื้อของลูกค้า เช่น ความคุ้มค่า และ “อารมณ์” หรือก็คือสิ่งที่เราอยากให้ลูกค้ารู้สึกต่อแบรนด์ เช่น ความหรูหรา ความสะดวกสบาย


3. เลือกช่องทางในการสื่อสาร (Media)

ควรจะต้องเลือกช่องทางให้เหมาะสมกับแบรนด์ สื่อสารกับกลุ่มลูกค้าได้ง่าย และมีค่าใช้จ่ายน้อย เพราะอย่าลืมว่าการสร้างแบรนด์คือการสื่อสารข้อความเดิม ๆ ให้กับลูกค้าซ้ำ ๆ จนลูกค้าสามารถจดจำแบรนด์ได้


4. การทำงานที่ดีควรจะมีทีมที่ดีด้วย

นอกจากการมีแผนงานที่ดีเป็นระบบจับต้องได้แล้ว การทำงานที่มีประสิทธิภาพควรจะมีทีมที่ดีและไว้วางใจได้ด้วย ซึ่งเอาเข้าจริง ๆ แล้วน่าจะเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายนักสำหรับแบรนด์ที่อยู่ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งทางออกที่ดีคือการจ้าง “เอเจนซี่” ที่มีประสบการณ์การสร้างแบรนด์และทำโฆษณาอยู่แล้วมาช่วยเราทำงาน นอกจากจะเป็นการลดความเสี่ยงที่ไม่แน่นอนแล้ว ยังช่วยลดเวลาที่จะต้องเสียไปกับการลองผิดลองถูก ไหนจะเรื่องงบประมาณที่ต้องเสียไปโดยไม่รู้ว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการหรือไม่อีกด้วย


5. การทำโฆษณาสำคัญอย่างไร ?

ในยุคที่การสื่อสารเข้าถึงทุกคนได้อย่างเท่าเทียมจนเกิดผลิตภัณฑ์หรือบริการขึ้นเยอะแยะมากมายแบบทุกวันนี้ การทำโฆษณาก็คือการบอกว่าเรา ”ขาย” อะไรท่ามกลางทะเลคู่แข่งที่แย่งส่วนแบ่งการตลาดกันอย่างดุเดือด อีกทั้งการทำโฆษณาในยุคนี้ก็ไม่ต้องใช้ต้นทุนสูงเท่าไรนัก การโฆษณาจึงจำเป็นมากยิ่งขึ้นไปอีก


ต้องยอมรับก่อนว่าทุกวันนี้โฆษณาอยู่รอบตัวเราตั้งแต่ตื่นลืมตาจนถึงหลับตานอน ไม่ว่าจะเป็นสปอตวิทยุบนรถ ป้ายบิลบอร์ดบนท้องถนน Transit Media ต่าง ๆ ไปจนถึงในจอมือถือบนโลกออนไลน์ เรียกได้ว่าเราเห็นโฆษณากันเป็นเรื่องปกติและไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แน่นอนว่าจำนวนโฆษณาที่คนหนึ่งคนเห็นแต่ละวันนั้นมีมากจนจำแทบไม่ได้

สิ่งที่สำคัญของการทำโฆษณามาก ๆ คือ ต้องโดดเด่นกว่าโฆษณาทั่ว ๆ ไป เห็นแล้วสามารถจดจำได้ทันทีว่าเรา “ขาย” อะไร


การโฆษณาที่ดีจึงต้องอาศัยทั้ง ”กลยุทธ์การสื่อสาร” ที่ได้จากการวิเคราะห์ตลาด วิเคราะห์แบรนด์ วิเคราะห์คู่แข่ง และยังต้องใช้ทั้ง “ความคิดสร้างสรรค์” ให้เกิดความน่าสนใจ เป็นเอกลักษณ์และเป็นภาพจำที่ดีให้กับกลุ่มเป้าหมาย เมื่อเราทำโฆษณาได้ตรงใจกลุ่มเป้าหมายแล้ว การ ”ขาย” ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการก็สามารถทำได้ทั้งสิ้น


#เอเจนซี่ #โฆษณา #นักสร้างกลยุทธ์

Commenti


bottom of page